Summary
วิดีโอนี้อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเน้นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนแทนเจ้าหน้าที่ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังครอบคลุมนิยามเจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐ กระบวนการฟ้องร้อง การเรียกค่าสินไหมทดแทนคืน (ไล่เบี้ย) และอายุความทางกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ
Key Insights
หัวใจสำคัญคือการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้มีกำลังใจในการทำงานราชการ
พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรับผิดส่วนตัว หากเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายจากการทำงานปกติที่ไม่มีความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (Gross Negligence) กฎหมายจะให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบแทนผู้เสียหายโดยตรง
การแยกแยะระหว่าง 'การปฏิบัติหน้าที่' กับ 'การกระทำส่วนตัว' เป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย
ในการพิจารณาความรับผิด หากเจ้าหน้าที่กระทำการละเมิดขณะ 'ปฏิบัติหน้าที่' เช่น ครูสอนพละสั่งให้นักเรียนวิ่งแล้วเกิดเหตุสุดวิสัย หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบและผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงาน ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ถ้าเป็นการกระทำ 'ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่' เช่น ครูทำร้ายนักเรียนด้วยเรื่องส่วนตัว เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวและถูกฟ้องได้โดยตรง
การเรียกค่าสินไหมจากเจ้าหน้าที่ (การไล่เบี้ย) จะพิจารณาตามสัดส่วนความรับผิดและฐานะ โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้
หากหน่วยงานรัฐต้องจ่ายค่าเสียหายแทนเจ้าหน้าที่ จะเรียกเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น โดยต้องพิจารณาระดับความรุนแรงและความบกพร่องของระบบงานรัฐมาหักลบด้วย และที่สำคัญคือห้ามใช้หลัก 'ลูกหนี้ร่วม' คือเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่ตนเองผิดจริงเท่านั้น ไม่ต้องหารเฉลี่ยเท่ากันทุกคนในกลุ่ม
Sections
นิยามและขอบเขตของพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
นิยามของคำว่า 'เจ้าหน้าที่' และ 'หน่วยงานของรัฐ' ตามกฎหมายฉบับปัจจุบันที่มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวาง
เจ้าหน้าที่ หมายความรวมถึง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับแต่งตั้งไม่ว่าจะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใดก็ตาม ส่วนหน่วยงานของรัฐ หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่นที่มีฐานะเป็นกรม ส่วนภูมิภาค (จังหวัด/อำเภอ) ส่วนท้องถิ่น (อบต./อบจ.) และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา
วันที่มีผลบังคับใช้คือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา เพื่อกำหนดมาตรฐานความรับผิดทางกฎหมายใหม่ให้กับวงการราชการไทย
ความรับผิดต่อผู้เสียหายภายใต้มาตรา 5 และ 6
มาตรา 5 กำหนดให้หน่วยงานรัฐรับผิดชอบแทนเจ้าหน้าที่ในกรณีการละเมิดที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้เสียหายเอง โดยผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่ห้ามฟ้องตัวเจ้าหน้าที่เป็นส่วนตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่กล้าตัดสินใจทำงานเพื่อประโยชน์ราชการ
กรณีเจ้าหน้าที่ไม่สังกัดหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแทนตามกฎหมาย
ในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดเลย กฎหมายระบุให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบในความเสียหายนั้นแทน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องงบประมาณและเงินแผ่นดิน
มาตรา 6 ระบุว่าหากเป็นการกระทำละเมิดที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวทั้งหมด
หากการละเมิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น การทำร้ายร่างกายด้วยอารมณ์ส่วนตัว หรือเรื่องที่โต้เถียงกันนอกเหนือคำสั่งงาน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเป็นการส่วนตัว และผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าคนนั้นได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานรัฐไม่ได้
เงื่อนไขการเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากเจ้าหน้าที่ (มาตรา 8)
หน่วยงานจะเรียกค่าเสียหายคืนจากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีที่กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
เมื่อหน่วยงานจ่ายเงินแทนไปแล้ว จะมีสิทธิมาไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากเจ้าหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นมีเจตนา (จงใจ) ทำละเมิด หรือมีความประมาทเลินเล่อขั้นวิกฤตที่คนปกติไม่ควรพลาด (อย่างร้ายแรง) หากเป็นความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ไม่ต้องชดใช้คืน
ความแตกต่างระหว่างความประมาทเลินเล่อแบบปกติและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐควรทำความเข้าใจให้รู้แจ้ง
ประมาทเลินเล่อปกติคือข้อผิดพลาดที่แม้ระวังแล้วแต่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงคือการเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่รู้อยู่แล้ว หรือฝืนดำเนินการทั้งที่มีคำเตือนหรือข้อมูลที่วิญญูชนควรระวัง เช่น การฝืนสั่งให้นักเรียนที่มีโรคประจำตัวออกกำลังกายหนักจนเด็กเสียชีวิต
การคำนึงถึงความบกพร่องของระบบงานรัฐและระดับความผิดเพื่อความเป็นธรรมในการชดใช้ค่าค่าเสียเงินของเจ้าหน้าที่
ในการประเมินค่าชดใช้ ต้องหักส่วนที่เป็นความผิดของระบบงานรัฐออกด้วย เช่น กรณีทรัพย์สินหายแต่โรงเรียนไม่มีรั้วหรือกลไกความปลอดภัยที่ดีพอ จะโบ้ยให้ครูเวรรับผิดชอบเต็มจำนวนไม่ได้ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดเฉพาะส่วนของตน ไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาตัดสิน
กระบวนการร้องขอ อายุความ และการใช้อำนาจตามคำสั่ง สพฐ.
อายุความสำหรับการเรียกค่าสินไหมคืนมีกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหายไปเรียบร้อยแล้ว
สิทธิในการเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมคืน (ไล่เบี้ยระหว่างฝ่าย) มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ได้จ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายไปจริง
กรณีเจ้าหน้าที่ละเมิดต่อหน่วยงานรัฐโดยตรง มีอายุความ 2 ปีนับแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิดละเมิดนั้น
หากเจ้าหน้าที่ทำของหลวงพังจากการไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ อายุความเรียกคืนคือ 2 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวคนทำ แต่หากหน่วยงานบอกว่าไม่ผิดแล้วกระทรวงการคลังแย้งภายหลัง จะมีอายุความเพิ่มอีก 1 ปีนับแต่กระทรวงการคลังแจ้งคำส่งมา
ขั้นตอนการยื่นคำขอของผู้เสียหายและการอุทธรณ์ผลการวินิจฉัยหากไม่พอใจในยอดความเสียหายที่ได้รับ
ผู้เสียหายยื่นขอรับเงินจากหน่วยงานได้ โดยหน่วยงานต้องออกใบรับและพิจารณาให้จบใน 180 วัน (ขยายได้อีก 180 วัน) หากไม่พอใจผล เช่น ได้เงินไม่คุ้มสลบเข้า ICU ผู้เสียหายอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน 90 วัน
คำสั่งมอบอำนาจของ สพฐ. ในการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและการสอบละเมิดขั้นที่สอง
สพฐ. มอบอำนาจให้ ผอ.เขต และ ผอ.โรงเรียน สามารถแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ทันที แต่สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดที่สอง (สอบความรับผิดทางละเมิด) และการรายงานผลต่อกระทรวงการคลัง เป็นอำนาจของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น
Ask a Question
*Uses 1 Wisdom coin from your coin balance
