Summary
วิดีโอนี้สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเตรียมสอบภาค ก. ของ ก.พ. โดยอธิบายโครงสร้างการจัดระเบียบราชการไทย 3 รูปแบบ ได้แก่ ส่วนกลาง (รวมอำนาจ) ส่วนภูมิภาค (แบ่งอำนาจ) และส่วนท้องถิ่น (กระจายอำนาจ) พร้อมเจาะลึกบทบาทอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงความแตกต่างระหว่าง 'การปฏิบัติราชการแทน' และ 'การรักษาราชการแทน' เพื่อให้ผู้สอบเข้าใจหลักการกฎหมายแม่บทและสามารถวิเคราะห์ข้อสอบได้อย่างแม่นยำ
Key Insights
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินคือกฎหมายแม่บทของการจัดโครงสร้างองค์กรฝ่ายบริหารในประเทศไทย
กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือน 'ตัวแม่' หรือตัวมารดาของการจัดระเบียบข้าราชการ โดยเป็นกฎหมายพื้นฐานที่กำหนดโครงสร้างและองคาพยพของฝ่ายบริหารภายใต้อำนาจอธิปไตย เพื่อให้การบริหารกิจการบ้านเมืองเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ผู้ที่ต้องการรับราชการจึงต้องศึกษาเพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ
ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการรวมอำนาจ การแบ่งอำนาจ และการกระจายอำนาจในการปกครองไทย
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตั้งอยู่บน 3 หลักการ: 1) การรวมอำนาจ (Centralization) ไว้ที่ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักนายกฯ กระทรวง และกรม 2) การแบ่งอำนาจ (Deconcentration) ไปสู่ส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดและอำเภอ โดยส่วนกลางยังคงมีอำนาจบังคับบัญชา และ 3) การกระจายอำนาจ (Decentralization) ไปสู่ส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. และรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีความเป็นอิสระและส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำกับดูแล
ความแตกต่างทางกฎหมายระหว่างการปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน
การปฏิบัติราชการแทนคือการที่ผู้มีอำนาจตามตำแหน่งมอบหมายให้อีกคนทำหน้าที่แทนบางส่วน ต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจและตัวผู้มอบยังอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการรักษาราชการแทนเกิดขึ้นเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้นั้นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งกฎหมายกำหนดตัวบุคคลที่จะขึ้นมาแทนโดยอัตโนมัติ และผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจเต็มเสมือนเจ้าของตำแหน่งทุกประการ
Sections
ความสำคัญของวิชาและโครงสร้างข้อสอบภาค ก ก.พ.
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็นกฎหมายแม่บทสำคัญที่ออกสอบ 6 ข้อ ในส่วนของวิชากฎหมายและจริยธรรม
วิชานี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการสอบภาค ก ก.พ. โดยข้อสอบส่วนกฎหมายมี 25 ข้อ ซึ่งระเบียบบริหารราชการแผ่นดินจะออกสอบถึง 6 ข้อ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายลูกอย่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่สัมพันธ์กันออกสอบอีก 6 ข้อ ผู้สอบต้องทำคะแนนเกินครึ่ง (15 ข้อขึ้นไป) จึงจะผ่าน
ตัวอย่างข้อสอบเก่าสะท้อนให้เห็นว่าต้องเข้าใจโครงสร้างหน่วยงานและฐานะทางกฎหมายของส่วนราชการต่างๆ อย่างลึกซึ้ง
ข้อสอบมักถามถึงฐานะของหน่วยงาน เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงมีฐานะเทียบเท่ากรม หรือการถามว่าหน่วยงานใดไม่ใช่ราชการส่วนกลาง (เช่น มหาวิทยาลัยที่มีรูปแบบเป็นหน่วยงานในกำกับ) รวมถึงอำนาจในการบรรจุแต่งตั้งและการสังกัดของข้าราชการ เช่น ผู้ว่าฯ สังกัดมหาดไทย การทำความเข้าใจโครงสร้างจึงสำคัญกว่าการท่องจำเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน 3 ส่วน
การบริหารราชการส่วนกลางประกอบด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง และกรม โดยใช้หลักการรวมอำนาจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ส่วนกลางเป็นศูนย์กลางการสั่งการ ประกอบด้วย 1. สำนักนายกรัฐมนตรี (ฐานะเท่ากระทรวง) 2. กระทรวง (ปัจจุบันมี 20 กระทรวง) 3. ทบวง (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) 4. กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นแต่มีฐานะเป็นกรม ทุกส่วนมีสถานะเป็นนิติบุคคล สามารถทำนิติกรรมสัญญาในนามของตนเองได้
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคใช้หลักการแบ่งอำนาจจากส่วนกลาง ประกอบด้วยจังหวัดและอำเภอ โดยจังหวัดเท่านั้นที่เป็นนิติบุคคล
โครงสร้างภูมิภาคมาจากการแบ่งอำนาจบางส่วนของส่วนกลางไปประจำพื้นที่เพื่อดูแลประชาชน ประกอบด้วยจังหวัดและอำเภอ โดยการจัดตั้ง ยุบ หรือรวมจังหวัดต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ในขณะที่อำเภอเป็นการรวบรวมตำบลเข้าด้วยกันเพื่อบริหารงาน และจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่อำเภอไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจเพื่อให้ชุมชนมีสิทธิปกครองตนเองภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง
หลักการนี้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง มีงบประมาณและบุคลากรของตนเอง ประกอบด้วย อบจ. เทศบาล และรูปแบบพิเศษอย่างกทม. และเมืองพัทยา สำหรับ อบต. แม้ไม่ระบุชื่อตรงๆ แต่จัดอยู่ในประเภท 'ท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด' ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นเป็นแบบ 'กำกับดูแล' ไม่ใช่การบังคับบัญชาโดยตรง
อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและระบบการบริหารในสำนักงาน
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 11 ในการกำกับดูแล บังคับบัญชาข้าราชการ และสั่งย้ายข้าราชการได้ทั่วประเทศ
ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ มีอำนาจกำกับทั่วไป บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่ง รวมถึงอำนาจสั่งให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงต่างๆ มาปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกฯ ได้ และมีอำนาจวางระเบียบวางการปฏิบัติราชการ แต่การวางระเบียบสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะสมบูรณ์
ความแตกต่างระหว่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ข้าราชการการเมือง) และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ข้าราชการพลเรือนสามัญ)
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นคนสนิทของนายกฯ ช่วยงานด้านการเมือง จึงมีสถานะเป็นข้าราชการการเมืองที่เข้าและออกตามวาระนายกฯ ส่วนเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ธุรการและประสานงานให้ทั้งคณะรัฐมนตรี จึงมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงเกษียณอายุราชการ
เป้าหมายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance)
เป้าหมายหลักของการบริหารราชการคือ 'ประโยชน์สุขของประชาชน' ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายแม่บทและลูกบท
การจัดระเบียบราชการต้องคำนึงถึง 1. ประโยชน์สุขของประชาชน (เป้าหมายสูงสุด) 2. ผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ 3. ประสิทธิภาพความคุ้มค่า 4. ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 5. ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น 6. กระจายอำนาจและทรัพยากร 7. อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งถูกขยายความละเอียดในพระราชกฤษฎีกาการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
กลไกการทำงานแทน: การปฏิบัติราชการแทน vs การรักษาราชการแทน
การปฏิบัติราชการแทนเป็นการมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกระจายงาน โดยผู้รับมอบต้องมีตำแหน่งรองรับชัดเจน
ตามมาตรา 38 การจะทำแทนได้ต้องมีการทำ 'หนังสือมอบอำนาจ' เป็นทางการจากผู้ดำรงตำแหน่งเบอร์ 1 มอบให้อีกตำแหน่งหนึ่งทำแทนในเรื่องที่ระบุไว้เท่านั้น เพื่อให้การบริหารงานรวดเร็วขึ้น โดยผู้มอบยังมีอำนาจกำกับดูแลอยู่ และผู้รับมอบจะใช้ถ้อยคำว่า 'ปฏิบัติราชการแทน' ต่อท้ายลายมือชื่อ
การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเมื่อตำแหน่งว่างลง เพื่อให้การบริการสาธารณะดำเนินต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก
กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้ (เช่น ไปต่างประเทศหรือป่วยหนัก) กฎหมายกำหนดลำดับชั้นให้ผู้มีตำแหน่งรองลงมาเข้าทำงานแทนโดยไม่ต้องรอหนังสือมอบอำนาจ ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจเต็มตามกฎหมายเสมือนเจ้าของตำแหน่งจริง และใช้ถ้อยคำว่า 'รักษาราชการแทน' ในเอกสาร
Ask a Question
*Uses 1 Wisdom coin from your coin balance
